นาฬิกาที่ไปดวงจันทร์ เรื่องราวของ Omega Speedmaster และภารกิจ Apollo

ในประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศของมนุษยชาติ มีนาฬิกาเรือนหนึ่งที่ได้รับการจารึกชื่อไว้ว่าเป็น “นาฬิกาเรือนแรกบนดวงจันทร์” นั่นคือ Omega Speedmaster Professional หรือที่รู้จักกันในนาม Moonwatch เรื่องราวของนาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้เป็นเพียงตำนาน แต่เป็นบทพิสูจน์ถึงความทนทาน ความแม่นยำ และความสำคัญของเครื่องมือที่เชื่อถือได้ในภารกิจที่ท้าทายที่สุดของมนุษย์

จุดเริ่มต้น การคัดเลือกของ NASA

ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) กำลังมองหานาฬิกาโครโนกราฟที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับนักบินอวกาศในโครงการ Gemini และ Apollo เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำรองในกรณีที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของยานอวกาศขัดข้อง ในปี 1964 NASA ได้เชิญแบรนด์นาฬิกาชั้นนำหลายแห่งเข้าร่วมการทดสอบสุดหฤโหด โดยมีเพียงสี่แบรนด์ที่ตอบรับคำเชิญ ได้แก่ Omega, Rolex, Longines-Wittnauer และ Hamilton การทดสอบที่ศูนย์อวกาศ Johnson ในฮิวสตัน รัฐเท็กซัส นั้นเข้มงวดอย่างไม่น่าเชื่อ นาฬิกาแต่ละเรือนต้องเผชิญกับสภาวะสุดขั้ว อาทิ:

  • อุณหภูมิสูง: 93 องศาเซลเซียส
  • อุณหภูมิต่ำ: -18 องศาเซลเซียส
  • สุญญากาศ: สภาวะที่ไม่มีอากาศ
  • ความชื้น: สภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง
  • การสั่นสะเทือน: การสั่นสะเทือนรุนแรง
  • แรงกระแทก: การกระแทกอย่างรุนแรง
  • แรงกดดัน: การเปลี่ยนแปลงแรงกดดันอย่างฉับพลัน

 

ผลลัพธ์ของการทดสอบเป็นที่ประจักษ์ Omega Speedmaster เป็นนาฬิกาเพียงรุ่นเดียวที่สามารถผ่านการทดสอบทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในขณะที่คู่แข่งรายอื่น ๆ ประสบปัญหา เช่น Rolex หยุดทำงานสองครั้งและเข็มวินาทีบิดเบี้ยว ส่วน Longines-Wittnauer กระจกหน้าปัดหลุดออก ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ 1 มีนาคม 1965 Omega Speedmaster จึงได้รับการประกาศให้เป็น “Flight Qualified for all Manned Space Missions” อย่างเป็นทางการ 

ภารกิจ Apollo 11 ก้าวแรกบนดวงจันทร์

วันที่ 20 กรกฎาคม 1969 คือวันประวัติศาสตร์ที่มนุษย์คนแรกเหยียบดวงจันทร์ ในภารกิจ Apollo 11 นักบินอวกาศ Neil Armstrong, Buzz Aldrin และ Michael Collins ได้นำ ติดตัวไปด้วย  เป็นที่น่าสนใจว่า Neil Armstrong ไม่ได้สวมนาฬิกาของเขาลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ เนื่องจากเขาทิ้งนาฬิกาไว้ในยาน Lunar Module เพื่อใช้เป็นระบบสำรองในการจับเวลา ในกรณีที่นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ของยานขัดข้อง ดังนั้น Buzz Aldrin จึงกลายเป็นมนุษย์คนแรกที่สวมนาฬิกา Omega Speedmaster (รุ่น ST 105.012) ลงไปเดินบนพื้นผิวดวงจันทร์จริง ๆ ทำให้ Speedmaster ได้รับฉายาว่า “Moonwatch” อย่างเป็นทางการ 

บทพิสูจน์ในภารกิจ Apollo 13 วีรบุรุษผู้ช่วยชีวิต

ความสำคัญของ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นนาฬิกาเรือนแรกบนดวงจันทร์ แต่ยังเป็นวีรบุรุษผู้ช่วยชีวิตในภารกิจ Apollo 13 ในปี 1970 เมื่อยานอวกาศประสบปัญหาไฟฟ้าขัดข้อง นักบินอวกาศต้องใช้ ในการจับเวลา 14 วินาทีอย่างแม่นยำ เพื่อจุดระเบิดเครื่องยนต์นำยานกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกได้อย่างปลอดภัย เหตุการณ์นี้ทำให้ Omega ได้รับรางวัล “Snoopy Award” จาก NASA ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดที่มอบให้กับบุคคลหรือองค์กรที่ช่วยให้ภารกิจอวกาศประสบความสำเร็จและปลอดภัย 

Omega Speedmaster Professional (Moonwatch): รายละเอียดทางเทคนิค

ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงรักษาจิตวิญญาณและดีไซน์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างดีเยี่ยม รุ่นปัจจุบัน (อัปเดตปี 2026) มาพร้อมกับนวัตกรรมที่ทันสมัย

คุณสมบัติ

รายละเอียด

กลไก

Calibre 3861 (Co-Axial Master Chronometer) กลไกไขลานที่ผ่านการรับรองจาก METAS ทนทานต่อสนามแม่เหล็กสูงถึง 15,000 Gauss และมีความแม่นยำสูง (0/+5 วินาทีต่อวัน) 

กลไกดั้งเดิม

Calibre 321 (ใช้ในภารกิจ Apollo 11) กลไกโครโนกราฟแบบ Column-wheel ที่นักสะสมต้องการมากที่สุด (ปัจจุบันมีการผลิตซ้ำในรุ่นพิเศษ) 

กระจกหน้าปัด

Hesalite Crystal (อะคริลิก) วัสดุดั้งเดิมที่ NASA เลือกใช้ เพราะเมื่อแตกจะไม่เป็นเศษเล็กเศษน้อยที่อาจเป็นอันตรายในสภาวะไร้น้ำหนัก ให้ลุควินเทจ

ตัวเรือน

ขนาด 42 มม. ทำจากสเตนเลสสตีล แข็งแรงทนทาน

ฟังก์ชัน

Chronograph (จับเวลา), Tachymeter (วัดความเร็ว)

สำรองพลังงาน

50 ชั่วโมง

การกันน้ำ

50 เมตร (5 bar)

บทสรุป

ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกา แต่เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ นวัตกรรม และความมุ่งมั่นของมนุษย์ในการสำรวจอวกาศ เรื่องราวของ “Moonwatch” ที่ผ่านการทดสอบสุดหฤโหดของ NASA และเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจประวัติศาสตร์อย่าง Apollo 11 และ Apollo 13 ได้ตอกย้ำสถานะของนาฬิกาเรือนนี้ให้เป็นตำนานที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *